ยินดีตอนรับเข้าสู่ cmwalkingstreet บล๊อคของคนชอบเดินถนนคนเดินเชียงใหม่ รวมไปถึงถนนคนเดินในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ


วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เทศกาลร่มบ่อสร้าง" 21-23 มกราคม 2554

"เทศกาลร่มบ่อสร้าง" 21-23 มกราคม 2554 "
ททท.สำนักงานเชียงใหม่ และเทศบาลตำบลต้นเปา ขอเชิญเที่ยวงาน"เทศกาลร่มบ่อสร้าง" บริเวณหมู่บ้านบ่อสร้าง ในระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2554 ตั้งแต่เวลา 09.00-24.00 น.

ภายในเชิญพบกับกิจกรรมมากมายดังนี้

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554

-การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาถูก
-สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
-ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมกิจกรรมวิถีชีวิตความเป็นมาในการทำร่มบ่อสร้าง
-กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP
-การแสดงวัฒนธรรมล้านนา
-พิธีเปิดงานเทศกาลร่มบ่อสร้างและหัตถกรรมสันกำแพง ครั้งที่ 28
ประจำปี 2554 ณ ปะรำพิธีเปิดงานบ้านบ่อสร้าง
-ชมขบวนแม่ญิงขี่รถถีบกางจ้องโดยผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
-ชมการแสดงทางวัฒนธรรม และขบวนแห่รถประดับร่ม


วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2554

-การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาถูก
-สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
-ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมกิจกรรมวิถีชีวิตความเป็นมาในการทำร่มบ่อสร้าง
-กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP
-ชมขบวนแม่ญิงขี่รถถีบกางจ้อง โดยสาวงามผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
-การแสดงวัฒนธรรมล้านนา
-ชมการประกวดหัตถกรรม วาดร่มผ้าแพร วาดพัด
-กิจกรรมถนนคนเดิน ถนนบ้านบ่อสร้าง ตลอดสาย (Street Fair)
-ชมการแสดงโชว์ของผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง


วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม 2554

-การแสดงและจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาถูก
-สินค้าหัตถกรรม ร่มบ่อสร้าง ลดราคาทั้งหมู่บ้าน
-ชมการประกวดตกแต่งหน้าร้าน บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมการตกแต่งซุ้มประตูป่า บนถนนสายบ่อสร้าง
-ชมกิจกรรมวิถีชีวิตความเป็นมาในการทำร่มบ่อสร้าง
-กิจกรรมกาดหมั้ว และการแสดงสินค้า OTOP
-ชมการประกวดหัตถกรรม การแกะสลักไม้
-ชมการประกวดหัตถกรรม เหลาโครงร่ม
-ชมขบวนแม่ญิงขี่รถถีบกางจ้อง โดยสาวงามผู้เข้าประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง
-การแสดงวัฒนธรรมล้านนา
-กิจกรรมถนนคนเดิน ถนนบ้านบ่อสร้าง ตลอดสาย (Street Fair)
-การประกวดธิดาร่มบ่อสร้าง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
สำนักงานเทศบาลเมืองต้นเปา 989 หมู่ 7 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ. เชียงใหม่ 50130
โทรศัพท์/โทรสาร 053-338048-9

http://www.facebook.com/event.php?eid=120842221315093

ขอขอบคุณข้อมูลจาก teeneelanna.com , doochiangmai.com

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

เชิญเที่ยงงาน ไม้ดอกไม้ประดับ ปี 2554 วันที่ 4 - 6 กุมภาพันธุ์ 2554

จังหวัดเชียงใหม่เตรียมจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 35 ประจำปี 2554

จังหวัดเชียงใหม่เตรียมจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 35 ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2554 อย่างยิ่งใหญ่
หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุมเตรียมการจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ครั้งที่ 35 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูและคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยถือเอาวันศุกร์ – เสาร์ และ อาทิตย์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ เป็นห้วงระยะเวลาจัดงาน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2554 ณ บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ สวนสาธารณะหนองบวกหาด และ บริเวณลานเอนกประสงค์ ข่วงประตูท่าแพ
นายสุรชัย จงรักษ์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเลขานุการการจัดงาน กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ เป็นการจัดกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่อีกกิจกรรมหนึ่ง เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ที่เฝ้ารอคอยและเดินทางมาชมงานนี้ในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ การประกวดไม้ดอกไม้ประดับ และการจัดสวน การประกวดขบวนแห่รถบุปผชาติ การแสดงดนตรีในสวนและการแสดงดนตรีของสถาบันการศึกษา การประกวดนางงามบุปผชาติและนางงามบุปผชาตินานาชาติ การจัดกาดหมั้ว การแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดเชียงใหม่ การตกแต่งเส้นทางและถนนดอกไม้ รวมถึงการจัดมหกรรมอาหาร โดยการจัดงานปีนี้จะนำข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผล ซึ่งได้ดำเนินการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มาเที่ยวงานในปีที่ผ่านมา จำนวน 2,000 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การจัดงานโดยทั่วไปที่เกี่ยวกับสถานที่จัดงาน ความสวยงามและคุณค่าหรือประโยชน์ที่สอดแทรกไว้ในการจัดงาน และผลกระทบต่อการเสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดเชียงใหม่ นำมาศึกษาและปรับปรุงการจัดงานในปีนี้ให้ดียิ่งขึ้นและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเที่ยวชมงานต่อไป

ประเพณี จุดบ้องไฟ

ประเพณี จุดบ้องไฟ หรือ จิบอกไฟ

ประวัติ / ความเป็นมา
          จุดบ้องไฟ หรือ จิบอกไฟ นิยมเล่นกันที่ภาคเหนือในเทศกาลต่างๆ เช่น งานประเพณีสรงน้ำพระ ที่วัดพระนอนขอนม่วง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระนอนป่าเก็ดกี่ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เป็นต้น นอกจากจะได้กุศลจากการจัดงานแล้ว ยังได้ความสนุกสนาน บุญกุศลที่ได้เพราะเป็นความตั้งใจสักการะ กราบไหว้พระเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประเพณีจุดบอกไฟแต่ละแห่งจัดเป็นงานใหญ่ทุกปี มีการประกวดชิงรางวัลจากคณะกรรมการจัดงาน และมีผู้สนใจนำบอกไฟเข้าแข่งขันเป็นจำนวนมาก         
          ประเพณีจิบอกไฟนี้มีนานแล้วตั้งแต่โบราณ ดังเช่นพงศาวดารเมืองน่าน มีว่า ในสมัยของสมเด็จเจ้าฟ้าเมืองน่าน (เจ้าอัตถวรปัญโญ) ได้ทำบุญเฉลิมฉลองปอยหลวงเนื่องในวันมาฆบูชา ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง ความตามพงศาวดารมีว่า         
"เถิงวันเดือน 6 ขึ้น 12 ค่ำ ท่านก็มีอาชญาหื้อเจ้านายเสนาอามาตย์ ไพร่ไทยทั้งหลายก่อตั้งเล่นมโหรสพในท้องข่วงสนามไปถาบเถิงวันเดือนเพ็งนั้น เวลาเช้า ก็จึงจักยกครัวทานทั้งหลายทั้งมวลขึ้นไปยังข่วงแก้วภูเพียงแช่แห้ง ได้นิมนต์พระสงฆ์เจ้าแลสามเณรมารับทานที่ในข่วงพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง รวมเส้นหัววัดมี 139 หัววัด รวมภิกษุสงฆ์เจ้าทั้งหลายมี 463 องค์ รวมสามเณรมี 863 องค์ รวมเข้ากันมี 1,362 องค์แล  ทินนวัตถุทานหอผ้ามี 136 หลัง ท่านก็ได้แบ่งบอกไฟขวีใหญ่บอกหนึ่ง ใส่ดินไฟเสี้ยง 347,000 อัน  หนป่าวอนุโมทนาทาน มีบอกไฟขึ้นตั้งแต่ 10,000 นับลงลุ่มมี 144 บอก บอกไฟขวีน้อย แลบอกไฟกวาง บอกกงหัน บอกไฟดาว บอกไฟนก บอกไฟเทียน และปฏิช่อทุง ทั้งมวลจักคณาบ่ได้ บอกไฟขึ้นเจาะ 3 วัน จิงเมี้ยนบริบวรณ์แล..."
          จะเห็นว่าในอดีตนิยมจุดบอกไฟกันมาก ในพงศาวดารที่กล่าวถึงนั้น ใช้เวลาถึง 3 วัน จึงแล้วเสร็จ และในสมัยที่เจ้าผู้ครองนครน่านปกครองนั้นมีบอกไฟขึ้นขององค์เจ้าหรือของ เจ้าเมือง อย่างน้อย 3 ลำ ซึ่งของเจ้านครน่านต้องใหญ่กว่าราษฎร และเจ้าเมืองต้องเสด็จเป็นองค์ประธาน ณ ปะรำพิธีที่จัดเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ และมีเจ้าพนักงานนำบอกไฟขององค์เป็นเจ้าทั้ง 3 ลำ จุดนำเพื่อเอาฤกษ์เสียก่อน


กำหนดงาน         
          จัดในเดือน 9 เหนือ แรม 14-15 ค่ำ รวม 2 วัน ส่วนวัดพระนอนป่าเก็ดกี่จัดในวันสงกรานต์ (วันพญาวันเถลิงศก) วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จัดในเดือน 8 เหนือ ส่วนวัดวาอารามในจังหวัดอื่นๆ ก็จัดกันตามประเพณีที่กำหนด แต่ละแห่ง ซึ่งไม่เหมือนกัน


กิจกรรม / พิธี         
          สถานที่ต้องจัดเตรียมให้ห่างไกลหมู่บ้าน เพราะอาจเกิดอันตรายจากบอกไฟ  นอกจากนี้ก่อนจุดจะมีขบวนแก่บอกไฟ และมีการ "ฮ่ำบอกไฟ" ซึ่งมีท่วงทำนองที่น่าฟังผู้ขับจะขับด้วยน้ำเสียงอันดัง มีจังหวะจะโคนเข้ากับทำนองฆ้องกลองที่ตีรับ หรือมีเสียงสะล้อ ซอ ซึ่ง คลอด้วย ในบทฮ่ำนั้นก็จะพรรณาความ หรือบรรยายความทุกข์ยากของขั้นตอนการทำบอกไฟ หรืออวดอ้างสรรพคุณของบอกไฟที่ตนและคณะได้ทำขึ้น หรือ ฮ่ำอวยพรให้บุญกุศลจงบังเกิดกับตนเองหรือหมู่คณะ ตัวอย่างของฮ่ำบอกไฟ เช่น
                    สาธุการ                             มือสารหว่านไหว้
                    พุทธะเทพไท้                       ตนสัพพัญญู
                    หมู่ชุมข้าตู                          ได้แป่งแต่งสร้าง
                    บอกไฟขึ้นค้าง                     จิจุดบูชา
                    ขึ้นสู่เวหา                             จนปลอมเมฆฟ้า
                    บ่าวสาวเหงี่ยงหน้า               แหงนผ่อภายบน
                    ฟังเสียงคำรณ                       เสียงดังโหวดโหว้
                    บอกพ่อไฟพ่อโข้                    สล่าโบราณ
                    กับพ่อออกหนาน                   กาวงศ์บ้านใต้
                    ขออภิวาทไหว้                       ยังพระเกษแก้ว
                    หื้อเป็นที่แล้ว                        แห่งปฏิธาน
                    ขอได้เชยบาน                       สุขสันต์เมื่อหน้า
                    ผ่อบอกไฟข้า                        สู่ห้องภายบน
                    ขอเป็นกุศล                          ผลบุญจิ่มข้า
                    ก่อนและนา
          แต่กว่าจะได้แห่แหนและฮ่ำบอกไฟอย่างสนุกสนานนั้น ก็ต้องผ่านขั้นตอนของการทำบอกไฟที่ยากลำบากมาก่อน และบอกไฟก็มีมากมายหลายชนิดข้อมูลของบอกไฟแต่ละชนิด ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ได้สัมภาษณ์ นายวินัย อภิบาล  บ้านเลขที่ 67 ถนนบำรุงราษฎร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบถามพบว่า นายวินัยได้สืบทอดการทำบอกไฟจากผู้เป็นบิดา ซึ่งมีความชำนาญในการทำบอกไฟทุกชนิด และในปี พ.ศ. 2514 ได้นำบอกไฟหมื่นจุดประกวดงานประเพณีจุดบ้องไฟวัดพระนอนขอนม่วง ชนะได้รางวัลที่ 1 ประเภทบอกไฟใหญ่ หรือบอกไฟหมื่น และในปัจจุบันนายวินัย พร้อมลูกๆ ก็ยังสืบทอดการทำบอกไฟ และจำหน่ายแก่ผู้ต้องการนำไปจุดในงานมหกรรมต่างๆ ไม่ได้ขาด และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีของชาวเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงทั่วไป และบอกไฟแต่ละชนิดมีดังต่อไปนี้
          1.บอกไฟยิง   เป็นบอกไฟที่ประชาชนนิยมเล่นกันมาก ในงานตรุษสงกรานต์ งานเทศน์มหาชาติ ลักษณะเป็นบอกไฟขนาดเล็ก ใช้ประจุดินปืนหรือเฝ่าลงไปในกระบอกไม้ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 8 นิ้ว คาดด้วยหวาย เจาะรูใส่ชนวน บอกไฟจะแล่นไปตามเส้นลวดเข้าจุดที่หมายที่วางไว้ คือ ปราสาทเรือนศพของคนตายในล้านนาไทย บอกไฟยิงจะเกี่ยวกับงานศพ หรือปอยล้อของภาคเหนืออย่างแยกกันไม่ออกนิยมจุดเวลาเผาศพเกือบทุกงาน
          2.บอกไฟข้าวต้ม เป็นบอกไฟขนาดเล็กสุด ภาคกลางเรียกว่า "บ้องไฟกุ้ง" การทำง่ายกว่าบอกไฟชนิดอื่น โดยการเอาดินปืนหรือเฝ่ามาห่อด้วยใบกล้วยหรือกาบกล้วยแห้ง รัดด้วยเชือกกล้วยอย่างหนาแน่น ทำชนวนเล็กๆ สอดเอาไว้ข้างท้ายและเอาแซ่พร้าวผูกด้าย เวลาจุดก็เอามือจับตรงตัวบอกไฟ ใช้ก้านธูป หรือบุหรี่จ่อเข้าที่ชนวน พอไฟเข้าไปในตัวเสียงดังฟู่ ก็ปล่อยมือบอกไฟจะแล่นขึ้นอากาศ โดยมากนิยมในงานยี่เป็ง คือ เพ็ญเดือน12 ของภาคกลางเดือนนี้ทางล้านนาไทยนิยมรื่นเริงประดับด้วยโคมไฟมีการลอยกระทง  เด็กๆ และหนุ่มสาวนิยมบอกไฟข้าวต้มพุ่งขึ้นไปบนอากาศ พะเนียงไฟพุ่งเป็นสายน่าดูยิ่งนัก
          3.บอกไฟท้องตัน หรือบอกไฟแส้ด ภาคกลางเรียกว่า จรวดหาง ทำจากกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว คาดด้วยหวายที่เหลาบางๆ ประจุดินปืนหรือเฝ่า รัดด้วยดินเหนียวที่ปากกระบอก เจาะรูใส่ชนวน คาดด้วยไม้ไผ่จักเป็นแซ่ยาวประมาณ 1 เมตร ทำเป็นหาง ด้านหัวสอดชนวนประทัดลูกหนึ่ง คาดพร้อมกันกับหาง เวลาจุดพุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วพอไฟกินเฝ่าหรือดินปืนมาจนถึงสายชนวน ประทัดจะเกิดไฟแลบขึ้นระเบิดทำลายบ้องไปเป็นเศษเล็กเศษน้อย ไม่ให้ตกลงมาเป็นอันตรายต่อบ้านเรือน หรือประชาชนผู้ชมดู บอกไฟชนิดนี้เป็นบอกไฟที่นิยมกันแพร่หลาย และทำขายได้ราคาดีที่สุด การจุดนั้นคนที่กล้าหาญมักจะถือไว้ เมื่อไปติดชนวนเข้าหาดินปืน พอรู้สึกตึงมือก็โยนส่งขึ้นไป บ้องไฟก็จะพุ่งขึ้นสู่อากาศอย่างน่าดู แต่บางครั้งคนจุดจะสะดุ้งต่อเสียงรับ ปล่อยมือก่อนที่บอกไฟจะติดเฝ่า หรือดินปืนเต็มที่ เมื่อตกลงพื้นก็จะพุ่งไปข้างหน้าโดยปราศจากการควบคุมทำให้เป็นอันตรายได้คน อยากสนุกแต่หวาดกลัวมักจะเอาพาดไว้ที่ค้างตอนโล่งๆเมื่อจุดมันจะพุ่งขึ้นไป ได้เอง
          4.บอกไฟขึ้น มีลัษณะคล้ายกับบอกไฟท้องตันแต่ทำใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นกระบอกประจุเฝ่าดินปืนขนาด 2-3-4 กิโลกรัม กระบอกไม้คาดด้วยหวายอย่างมั่นคง การประจุเฝ่าดินปืนนั้นทำเป็น 2 ท้อง 3 ท้อง ได้เรียกว่า ท่อนเดียว หรือ สองท่อน หมายถึง การประจุดินท้องแรกเอาดินมาตอก อัดด้านหัวอย่างหนาแน่น แลัวประจุดินปืนลงไปตามต้องการ แล้วใช้ดินอัดท่อนถัดมาตอกอัดแน่นประมาณ 2 นิ้ว แล้วเจาะรูตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางบ้องไฟ สำหรับใส่ชนวนบอกไฟที่ประจุดินปืนไว้ท่อนเดียว ทางเหนือเรียกบอกไฟก้อมเดียว ถ้าใส่ 2 ท่อน หรือ 2 ท้อง เรียกว่า บอกไฟ 2 ก้อม หางบอกไฟนี้ใช้ไม้ไผ่เรี้ยทั้งลำ แต่ขนาดไม้ไผ่ต้องให้พอดีกับขนาดของบอกไฟด้วย มันจึงสามารถนำตัวขึ้นสู่อากาศได้อย่างดี การทำบ้องไฟต้องอาศัยความชำนาญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องทางเคมี และอันตราย บอกไฟหลายท่อน นอกจากจะเรียกก้อมแล้ว ยังเรียกว่า "จาด" ได้อีก ถ้าบอกไฟ 2 จาด คือ 2 ท่อน  3 จาด ก็ 3ท่อน  ซึ่งบางแห่งจะเรียกว่า 2 ก้อม 3ก้อม ความหมายจะเป็นอย่างเดียวกันนี้
          5.บอกไฟใหญ่ บางครั้งเรียกว่า บอกไฟหมื่น คือ มีขนาดใหญ่ ใช้ประจุเฝ่าดินปืนเป็นสิบๆ กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับบอกไฟแสนของทางภาคอีสานว่ามีขนาดต่างกันอย่างไร คุณวินัย ก็อธิบายว่า บ้องไฟแสนของทางภาคอีสานนั้นใช้ตราชั่งแบบโบราณ เหมือนของภาคเหนือ ที่ใช้ตราชั่งแบบแขวน มีระบบการนับเป็นฮ้อย พัน หมื่น แสน ล้าน ตามน้ำหนักลูกเป็ง คือโลหะที่ทำเป็นรูปราชสีห์ มีน้ำหนักเป็นฮ้อย พัน ตามลำดับ  หากเปรียบเทียบกับเครื่องชั่งปัจจุบัน นับเป็นกิโลกรัมอย่างของล้านนาไทย นิยมชั่งแบบกิโลกรัม บอกไฟหมื่นถ้าเปรียบกับทางอีสานก็เป็นบอกไฟแสนได้ ด้วยการใช้เครื่องชั่งดังกล่าว
บอกไฟใหญ่หรือบอกไฟหมื่น เอาเฝ่าหรือดินประสิวเป็นเกณฑ์ ตามขนาดตราชั่งแบบโบราณเป็นชั่งจีนหรือชั่งก้อม ถ้านับเป็นแบบกิโลกรัม หรือหนึ่งหมื่นจะมีน้ำหนักเท่ากับชั่งก้อม 13 หมื่น หรือ 1 หมื่น 3 พันฮ้อย ในการชั่งแบบโบราณการทำบอกไฟใหญ่ต้องใช้ความละเอียดมากในการหาไม้สำหรับทำ บ้องไฟ การทำหาง และการเลือกสรรดินปืนหรือเฝ่าอย่างมีประสิทธิภาพใส่ลงในบ้องไฟมีรายละเอียด ในการทำเป็นขั้นตอนดังนี้         
          -   ถ่านที่นำมาประสมกับดินไฟหรือดินประสิว ต้องเป็นถ่านไม้มะม่วง ถ่านไม้สัก ถ่านไม้ฉำฉา หรือจามจุรี ถ่านไม้อื่นๆ มีประสิทธิภาพสู้ถ่านไม้ทั้ง 3 นี้ไม่ได้-   นำไม้ไผ่ซางขนาดกลางมาเจาะทะลวงข้อมีขนาดยาว 7 ปล้อง หรือท้องดินปืนไม่ต่ำกว่า 2 เมตรครึ่ง หรือ 1 เมตรครึ่ง ปากกระบอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร         
          -   เอาหวายเส้นขนาดนิ้วก้อยมาคาดอย่างมั่นคง ตลอดตั้งแต่ส่วนต้นถึงปลาย         
          -   นำไม้ไผ่ซางทั้งลำมาเป็นห้าง ผูกติดกับลำบอกไฟนั้นอย่างมั่นคง        
           -   ทำโหว้ หรือ กระบอกเสียง สำหรับรับลมเวลามันทะยานขึ้นจากค้างแล้วตกลงมาสู่พื้นจะเกิดเสียงน้อยใหญ่สลับกัน         
การทำดินปืน ทางภาคเหนือเรียกว่า ทำเฝ่า ทำเป็นชนิดตามความต้องการจะให้เกิดความเร็วในการระเบิด หรือการติดไฟ โดยเอาเฝ่าชนิดต่างๆ นี้วางไว้ตามระยะของการจุดระเบิด จะต้องการให้ช้า หรือไวอย่างใด เช่น 
          1.เฝ่า 8 คือดินปืนชนิดดินไฟหรือดินประสิว 1 กิโลกรัม ต่อถ่าน 8 ขีด เป็นเฝ่าที่จุดได้ช้านิยมวางไว้ในจุดเริ่มแรก หรือจุดสตาร์ท เพื่อให้บ้องไฟทะยานขึ้นจากพื้นช้าๆ และเร็วขึ้นตามลำดับ เมื่อไฟเริ่มติดเฝ่าที่มีส่วนประสมดินไฟมากขึ้น
          2.เฝ่า 6 คือดินปืนที่ใช้ส่วนผสมดินไฟหรือดินประสิว 1 กิโลกรัม ต่อถ่าน 6 ขีดเป็นเฝ่าดินปืนที่มีความแรงมากขึ้น
          3. เฝ่า 4 คือดินปืนที่ประสมด้วยดินไฟหรือดินประสิว 1 กิโลกรัม ต่อถ่าน 4 ขีดครึ่ง ใช้เป็นเฝ่าส่ง คือดินปืนที่ต้องการให้จรวดบอกไฟทะยานขึ้นไปข้างหน้า เฝ่าแบบนี้นับเป็นชนิดที่ไวที่สุด
การจุดบอกไฟทางภาคเหนือ เรียกว่า จิบอกไฟ มีวิธีทำ 3 อย่าง คือ
          1.บอกไฟเล็กใช้หลอดพู่ หมายถึง ชนวนสอดเข้าไปในหลอดไม้ ใช้จุดไฟพ่นเข้าหาเฝ่าหรือดินปืนในบ้องไฟ การพู่ก็คือการพ่น หลอดพู่ของทางภาคเหนือ ก็คือหลอดพ่น
          2.บอกไฟใหญ่ ใช้หลอดใจหรือหลอดไจ เพราะใช้หลอดไม้หรือสังกะสีทำเป็นหลอดยาวจากปากกระบอกจนถึงส่วนหัว โดยด้านปากกระบอกทำเป็นปมอัดรูไว้อย่างแน่น เวลาจุดชนวนไฟจะติดเข้าไปในหลอด ลามขึ้นไปถึงส่วนหัวเข้าติดเฝ่า คือดินปืนที่เป็นด่านแรก ซึ่งใช้เฝ่า 5 หรือ 6 ตามลำดับ          บอกไฟจะเริ่มติดและดันหลอดใจออกมาข้างนอก บางแห่งเรียกหลอดใจนี้ว่าหลอดส่ง คือ เอาการดันของแรงอัดที่เกิดจากการระเบิดของเฝ่าที่หัวบอกไฟ เมื่อไฟดันหลอดออกมาข้างหลัง บอกไฟจะเริ่มเคลื่อนออกจากค้างหรือฐานจรวดขึ้นช้าๆ และพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ติดเฝ่า 5 และ 6 ข้อนี้ขึ้นอยู่กับระยะที่วางดินปืนตามช่องหรือท้องบอกไฟได้พอเหมาะพอดีกับ การระเบิดช่องหนึ่งมาช่องหนึ่งนั่นเอง
          3.การจุดบอกไฟอีกแบบหนึ่ง คือ การเจาะส่วนหัวใช้ชนวนชนิดสั้น เรียกว่า เผาหัวการจุดแบบนี้ง่ายกว่าทำเป็นหลอดพู่และหลอดใจ เนื่องจากไม่ต้องทำหลอดให้เสียเวลา แต่ผลเสียก็มีบ้าง คือ บ้างครั้งถ้าช่างไม่ปิดรูให้สนิท แรงอัดจะไม่เพียงพอทำให้บอกไฟไม่ขึ้นจากค้าง ทางเหนือเรียกว่า "บอกไฟเยี่ยว" เสียทั้งเงินทั้งเวลา
          4.บอกไฟจักจ่า หรือบอกไฟจักจั่น ภาคกลางเรียกว่า ตะไล เป็นบอกไฟที่นิยมจุดกันมากในงานเทศกาล เช่น งานสงกรานต์ การขึ้นไหว้พระธาตุพระบาทเจดีย์ทางภาคเหนือ และที่นิยมจุดกันอีกงานหนึ่งคือ งานศพของคหบดี หรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทั่วไป ลักษณะบอกไฟจักจ่าหรือตะไลนี้ นิยมทำด้วยไม้ไผ่รวก อัดด้วยดินเฝ่าดินปืน ทำชนวนออกมาข้างนอก ปีกทำด้วยไม้เฮีย หรือไผ่เรี้ย ดินปืนหรือเฝ่าสำหรับบอกไฟชนิดนี้เป็นชนิดไวไฟ คือ เฝ่า 4 หมายถึง ดินไฟหรือดินประสิว 1 กิโลกรัม ต่อถ่าน 4 ขีด และประสมด้วยกำมะถันอีกส่วนหนึ่ง การใส่กำมะถันเพื่อให้เกิดควันสวยงามเวลาจุดหมุนขึ้นไปบนอากาศ การทำบอกไฟจักจ่านี้เขานิยมประจุดินปืนส่วนหนึ่งไว้ทีปากกระบอก หรือบางที่ใส่ประทัด เวลาบอกไฟหมดแรงดินปืนแล้ว มันจะระเบิดตัวเองแต่บนอากาศไม่ให้ลงมาเป็นอันตรายผู้คน         
          5.บอกไฟช้างฮ้อง เป็นบอกไฟที่ใช้จุดในคราวมีงานศพพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ หรือชาวบ้านทีมีฐานะดีบางคน เวลาจุดจะมีเสียงครวญครางประดุจช้างร้องด้วยความโศกรันทดใจ และจะร้องเป็นระยะๆ ไป ตามการทำช่วงบอกไฟที่มีเวลาติดไฟเป็นตอน ห่างประมาณ 1 นาที การทำบอกไฟช้างฮ้อง มีวิธีการดังนี้คือ นำเอาไม้ซางขนาดเล็กมาถากด้านหนึ่ง ใช้มีดถากเกลาให้บาง ด้านหนึ่งเจาะเป็นรูสำหรับอัดดินปืนหรือเฝ่าเข้าไปอย่างเพียงพอ มีการวางชนวนโยงจากบอกที่ 1 ไปยังบอกที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับเวลาจุดชนวนและมีเสียงฟู่ออกมาประดุจช้างร้องติดต่อกันจนหมดกระบอก ที่ทำไว้ เท่าที่ได้ศึกษาบอกไฟช้างร้อง ใช้ในงานศพพระหรือ เจ้านายราชการผู้ใหญ่ของภาคเหนือ ไม่ค่อยนิยมทำกันในงานรื่นเริง         
          6.บอกไฟเทียน คือ ดอกไม้ไฟที่ทำต้นเป็นพุ่ม หรือเป็นแขนยื่นออกไปรอบทิศ ทำเป็นชั้น 5 ชั้น ชั้นแรกทำเป็น 10 แขน ชั้นที่ 2-5 ใช้ 12, 14, 16 และ 18 แขนตามลำดับ แขน คือ แซ่ไม้ที่ฝังติดกับลำต้นบอกไฟและโก่งเข้ามาผูกรวมกันไว้ พอจุดชนวนไฟติดเผาไหม้ เชือกที่คาดไว้ แขนหรือแซ่จะกระเด้งออก มีเชื้อดินปืนอยู่ ปืนแซ่ติดไฟเป็นสีขาวรอบต้นเทียนสวยงามยิ่งนัก ต่อมาระยะหลังวิชาการทางเคมีก้าวหน้ายิ่งขึ้น เขาจึงทำเป็นบอกไฟเทียนสีต่างๆ อย่างสวยงาม ดอกไฟเทียนใช้เฝ่าหรือดินปืนพิเศษกว่าบอกไฟชนิดอื่น เพราะต้องติดกับไม้ เขาจึงผสมด้วยน้ำมันยางและกำมะถันบ้าง ตอนเช้า  เขาจะนำหลัว คือ ฟืนมาสุมไว้ข้างวิหาร สอดหมากสะโพกเข้าไว้ด้วยหลายลูก เวลาจุดไฟที่สุมไว้นี้เขาเรียกว่า หลัวหิงไฟพระเจ้า คือใช้ฟืนนี้ก่อไฟให้พระพุทธรูปผิงไฟจะจุดกันเวลาตีสามตีสี่ เพื่อเป็นการปลุกให้ชาวบ้านตื่นขึ้นเอาข้าวมาถวายวัดนอกจากงานดังกล่าวนี้ แล้วหมากสะโพก ยังใช้จุดในงานศพพระสงฆ์ หรือเจ้าเมืองด้วย เพื่อทำให้เกิดเสียงอึกทึกเพื่อให้ดินปืนอยู่ตัวเวลาพอกติดกับ แซ่ไม้หรือแขน
          7.บอกไฟดอก คือ ดอกไม้ไฟหรือดอกไม้เพลิงที่นิยมเรียกกันในภาคกลาง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
                    - ประเภทสวยงาม  ใช้ดินประสิวกับขี้บาง หรือโลหะผสมระหว่างเหล็กและตะกั่ว หรือสังกะสี อย่างละเอียดและกำมะถัน ถ่านผสมได้ส่วน อัดลงในกระบอกไม้ไผ่ซาง ซึ่งนิยมเอาทางโคนไม้ เพราะหนากว่าข้างปลาย สมัยใหม่นี้นักเล่นไม้เพลิงนิยมเอาท่อเหล็กแทนไม้เป็นส่วนมาก คุณวินัยพูดถึงการใช้เหล็กแทนนี้ว่าไม่ดี เป็นการทำลายประเพณีเก่าของบรรพบุรุษที่นิยมสร้างกันด้วยไม้ทั้งนั้น ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าควรทำทั้งสองอย่างให้มีลักษณะทั้งเก่าทั้งใหม่ปน กัน เป็นการอนุรักษ์ไว้ทั้งสองอย่าง บอกไฟดอกประเภทสวยงามนี้ ทางล้านนาไทยนิยมใช้จุดเป็นพุทธบูชา และจุดเพื่อความสวยงามในงานเทศกาล เช่น เทศน์มหาชาติ เป็นต้น
                    -ประเภทโลดโผน นิยมเล่นสำหรับแข่งขันในงานสนุกสนาน โดยมากมักจะใช้ขี้เหล็กที่กราดออกมาจากการตีมีด หรือจากโรงกลึงผสมด้วยดินประสิวและถ่าน บอกไฟดอกชนิดนี้นิยมบอกละหลายกิโลกรัม เช่น 5 หรือ 10 กิโลกรัม เวลาจุดมีเสียงดังและมีประกายไฟขึ้นสูงเป็นพุ่มกว้าง เวลาแข่งขันชิงรางวัลจะมีคะแนน จุดง่าย เป็นพุ่มกว้าง สูง เสียงดัง ดอกงาม ถ้าบอกไฟดอกของใครบกพร่องตามกฏเกณฑ์การแข่งขันที่วางไว้นี้ ย่อมแพ้คะแนนเจ้าของบอกไฟคนอื่น ดังนั้นช่างทำบอกไฟดอกจึงมีความพิถีพิถันหาผู้ชำนาญจริงๆ จึงจะชนะคนอื่นได้         
          8.บอกไฟมะขี้เบ้า ภาคกลางเรียก พะเนียงเต้าดิน ทางเหนือเรียก หมากขี้เบ้า คือ ลักษณะของบอกไฟประเภทนี้ เขาเอาดินมาปั้นเหมือนรูปแมลงที่ทำรังในมูลควายที่ถ่ายไว้ตามท้องทุ่ง มันจะสร้างรังให้กลมและไข่ไว้ในรังนั้นเมื่อลูกโตแล้วมันจะเจาะออกมาเอง รังกลมๆ แบบนี้ ทางเหนือเรียกหมากขี้เบ้าและเวลาทำบอกไฟเล็กเอาดินประสิว ถ่าน กำมะถัน ผสมได้ที่แล้วอัดลงในรูรูปน้ำเต้า หรือมะขี้เบ้า แล้วใส่ชนวนลงไปที่ปากมะขี้เบ้า เก็บไว้นานหลายวัน เพราะดินที่ใช้ปั้นนั้นเป็นดินเหนียว และเผาไฟจนสุกแล้วไม่มีความชื้น จึงเก็บไว้ได้เป็นเดือนๆ บอกไฟมะขี้เบ้านี้ ที่ปรากฏในเรื่องพระเวสสันดรชาดก เรียกว่า บอกไฟขวี หรือไฟที่มีพะเนียงไม่มากนักทำอย่างสวยงามสำหรับเป็นพุทธบูชา       
          9.สะโพก หรือ หมากสะโป้ก หรือ สะโป๊ก ในสำเนียงภาคเหนือตรงกับของภาคกลางว่า สลุตทำด้วยไม้ไผ่เจาะรูอัดด้วยดินปืนเพื่อให้เกิดเสียงดัง ใช้เฝ่าหรือดินปืนพิเศษ คือ ดินประสิวหรือดินไฟ 1 กิโลกรัมต่อถ่าน 3 ขีด กำมะถัน 1 ขีด บดให้ละเอียด ใช้เป็นดินปืนใช้กับแก๊บได้สะโพกใช้จุดเป็นเครื่องสัญญาณเวลาทานข้าวใหม่ใน เดือนสี่เหนือ ที่เรียกกันว่า "เดือนสี่กินข้าวจี่ข้าวหลาม" แต่ภาคกลางเรียกว่า เดือน 12 เป็นระยะที่ชาวนาทางภาคเหนือเสร็จจากการเก็บเกี่ยวแล้ว เขาจะนำเอาข้าวใหม่อันเกิดจากผลิตผลในนาของตนมาถวายที่วัดกึกก้อง คนโบราณเชื่อว่าบุญกรรมบางอย่างจะต้องมีเสียงกึกก้องไปไกลบอกป่าวพระอินทร์ พระพรหม เทพเจ้าทั้งหลายมาอนุโมทนา        
          10.มะผาบ หรือ หมากผาบ คือชนวน หรือฝักแค ของภาคกลางที่ทำเป็นชนวนยาว ที่มีชื่อว่ามะผาบนั้น เป็นชื่อที่เรียกตามเสียงไฟปะทุลามเลียเข้าหาวัตถุที่ต้องการเผา เช่น ปราสาทเรือนศพ ที่เขาใส่ประจุไฟไว้ข้างบนจุดฝักแค มะผาบเข้าหา โดยมากชนวนฝักแคใช้เฝ่า 8 คือ ดินประสิว 1 ส่วน ถ่าน 8 ส่วน กำมะถัน 1 ส่วน ตำละเอียด ห่อด้วยกระดาษสา ขนาดยาวและสั้นตามต้องการ
          11.บอกไฟดาว คือ พลุ นิยมจุดให้พุ่งขึ้นไปบนอากาศ ปัจจุบันนิยมทำรูปร่มด้วย  เวลาระเบิดจะมีคนโดดร่ม ลอยกลางอากาศนาชมยิ่ง การจุดพลุ ทำในเทศกาลงานรื่นเริง เช่น ลอยกระทง งานฟังมหาชาติ งานศพพระสงฆ์ เป็นต้น ในทางทหารมีการยิงพลุสว่างไสวเพราะเป็นการทำแบบวิทยาศาสตร์ที่ใช้สำหรับ
การสงครามการจุดบอกไฟตั้งแต่สมัยโบราณมา ความต้องการของประชาชนมี 5 ประการด้วยกัน คือ    
          1.จุดเพื่อให้เกิดความสนุกสนานในงานเทศกาล หรืองานรื่นเริง
          2.จุดเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกทิศทางของตน และพวกพ้องเดียวกัน
          3.เป็นอาวุธทำลายข้าศึกในการทำสงคราม
          4.เป็นเครื่องบูชาพระ หรือสิ่งที่ตนเคารพนับถือ เพื่อหวังบุญกุศล
          5.จุดในงานศพ เช่น บอกไฟยิง เพื่อให้เป็นตัวแทนของประชาชนที่มาร่วมในงานศพนั้นๆ

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประวัติความเป็นมาของประเพณีตานก๋วยสลาก


บรรยากาศของ “เมืองเหนือ” ชาวเมืองยังคงยึดถือวัฒนธรรม “แบบล้านนา” ทั้งทางด้านการแต่งกาย ภาษาพูด และขนมธรรมเนียมประเพณี ซึ่งมีทั้งที่มาจากความเชื่อในลัทธิถือเจ้าถือผี เช่น การส่งเคราะห์ ส่งหาบส่งกอน ส่งปู่แถนย่าแถน สืบชะตาคน สืบชะตาข้าว สืบชะตาควาย (หลังสิ้นสุดการทำงาน) ประเพณีสงกรานต์ และความเชื่อในพุทธศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางพุทธศาสนา รวมไปถึงประเพณีตายก๋วยสลาก หรือประเพณีถวายสลากภัตของภาคกลาง
ประวัติความเป็นมาของประเพณีตานก๋วยสลาก

มีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่ามัก จะเบียดเบียน ผู้คนอยู่เสมอครั้นได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธานิสัยใจคอที่โหดร้ายก็กลับเป็นผู้เอื้ออารี แก่คนทั่วไป  นางยักษิณีรู้ฤกษ์ยามเป็นอันดี ปีไหนฝนดีนางก็บอกให้ชาวเมืองทำนาในที่ดอน ปีไหลฝนไม่ดี นางก็บอกให้ชาวเมืองทำนาทำไร่ในที่ลุ่ม จนผู้คนต่างพากันซาบซึ้งในมิตรไมตรีของนางยักษิณีชาว เมืองได้อาศัยนางยักษิณีทำมาหากินจำเริญวัฒนาไม่มีความเสียหาย เมื่อชาวเมืองรำลึกถึงอุปการะของนางถึงต่างพากันนำเครื่องสักการะไปให้นาง เป็นอันมาก แต่เนื่องจากสิ่งของที่ได้รับมีจำนวนมาก นางยักษิณีจึงนำสิ่งของเหล่านั้นมาทำเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์/สามเณร จับสลากด้วยหลักอุปโลกนกรรม คือสิ่งของที่ถวาย มีทั้งของของมีราคามากและมีราคาน้อยแตกต่างกันไปตามแต่โชคของผู้ได้รับ การถวายแบบจับสลากของนางยักษิณีจึงนับเป็นครั้งแรกของประเพณีทำบุญสลากภัตใน พุทธศาสนา
ความหมายของประเพณีตานก๋วยสลาก

ประ เพณีตานก๋วยสลาก หมายถึง ประเพณีถวายทานสลากภัต เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระพระสงฆ์วิธีหนึ่งอันเป็นที่นิยมของชาว เหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12 เหนือ (กันยายน) ถึงแรม 1 ค่ำ เดือนเกี๋ยงดับ (พฤศจิกายน) สาเหตุที่ถือปฏิบัติกัน เช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหนและบวกกับในช่วงเวลานี้ก็มีผลไม้สุก เช่น ลำไย มะไฟ สมโอ เป็นต้น เมื่อต้นข้าวในนาเริ่มเขียวขจีชาวนาที่มีฐานะไม่ค่อยดีการดำรงชีวิต ก็เริ่มขัดสนเมื่อข้าวในยุ้งก็หมดก่อนฤดูกาล เก็บเกี่ยวจะมาถึง ดังนั้นการตานก๋วยสลากในช่วงนี้จึงเท่ากับว่าได้สงเคราะห์คนยากคนจนเป็น สังฆทานได้กุศลแรง

เมื่อทางวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้ มีการกินสลาก ก่อนวันตานก๋วยสลาก ชาวบ้านจะจัดทำพิธีเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของนี้ว่า “วันดา” ชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “ก๋วย” เป็นตระกร้าหรือชะลอมขนาดเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่) เรียกว่า “ก๋วยสลาก” แล้วนำของไทยทานจำพวกข้าวสารอาหารแห้งบรรจุลงไป บางวัด จะจัดเครื่องไทยทานลงในหม้อดินเผา แต่ในปัจจุบันก็อาจจะมีการดัดแปลงจาก “ก๋วยสลาก” มาเป็น “ถังพลาสติก” บรรจุเครื่องไทยทานเหมือนกับที่เรานิยมใช้กันทั่วไป นอกจากนี้อาจจะมีการตกแต่งเครื่องไทยทานเป็นต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงตามต้องการ นำไม้ไผ่เหลาและทำเป็นวงกลมทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3 ชั้น , 5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น  แต่ละชั้นนำสิ่งของที่จะใช้เครื่องไทยทานมาผูกติดให้สวยงาม ส่วนบนสุดจะนิยมนำร่มมาเสียบไว้ และใช้ธนบัตรผูกติดตามขอบร่มตามศรัทธาของเจ้าของกัณฑ์สลาก



ก๋วยสลากจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ

๑. ก๋วยน้อย

        เป็นก๋วยสลากสำหรับที่จะถวายทานไปให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งไม่เพียงแต่ญาติน้องเท่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ได้ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เราเคยรักและมีคุณต่อเราเมื่อครั้งยังมีชีวิตเช่น ช้าง ม้า วัว ควายและสุนัข เป็นต้น หรือถ้าไม่รู้ว่าจะถวายทานไปให้ใครก็ถวายทานเอาไว้ภายหน้า 

 
๒. ก๋วยใหญ่
       เป็นก๋วยที่จัดทำขึ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งจะบรรจุข้าวของได้มากขึ้น ถวายเป็นมหากุศลสำหรับคนที่มีกำลังศรัทธาและฐานะดี เป็นปัจจัยนับว่าได้กุศลแรง
       สลากที่มักจัดทำขึ้นเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ " สลากโชค" มักจะเป็นสลากของผู้ที่มีฐานะดีระดับเศรษฐี (บางคน)
ที่ต้องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ไปให้กับบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับอันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณคน

 

" สลากโชค"

        มักทำเป็นต้นสลากที่สูงใหญ่สำหรับที่จะนำเอาวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆผูกมัดติดกับต้นสลากเช่น ผ้าห่ม
ที่นอน หมอน หม้อนึ่ง ไหข้าว หม้อแกง ถ้วย ชาม ช้อน ร่ม เครื่องนุ่งห่ม อาหาร แห้งต่างๆ และเงินที่เป็นธนบัตรชนิดต่างๆ
ต้นสลากจะมีการประดับตกแต่งให้สวยงามกว่าสลากธรรมดา
       ก่อนที่จะนำเอาก๋วยสลากไปรวมกันที่วัด ต้องเขียนเส้นสลากเสียก่อน ตัวอย่างเช่น "ศรัทธาหมายมีนายอดุมทรัพย์
นางสำรวย ถวายตานไปหาพ่ออุ้ยทองแม่อุ้ยคำ ผู้ล่วงลับ ขอหื้อไปรอด ไปเถิงจิ่มเต่อ" เป็นต้น
       ในสมัยก่อนนั้นจะนำเอาใบลานมาทำเป็นเส้นสลาก แต่ปัจจุบันจะเขียนลงบนแผ่นกระดาษ เมื่อนำเอาก๋วยสลากไปรวมกัน
ไว้ที่วัดแล้วเส้นสลากก็จะถูกนำไปกองรวมกัน ไว้ในวิหารหน้าพระประธานเมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้วเส้นสลากจะถูกนำมาแบ่งสันปันส่วนกันไปในหมู่ของพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มาจากวัดต่างๆ รูปละ ๕ เส้น ๑๐ เส้นบ้างแล้วแต่กรณีส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้วัดที่เป็นเจ้าภาพก่อนจะถึงเวลาเพล พระสงฆ์ก็จะนำเอาเส้นสลากไปอ่านโดยเริ่มจากเจ้าอาวาสก่อนจะมีการเรียกชื่อหาเจ้าของสลากนั้นๆ ว่านั่งอยู่ที่ใด เมื่อพบแล้วจะมีการให้ศีลให้พรมีการหยาดน้ำอุทิศ ส่วนบุญกุศลไปให้กับผู้ที่ล่วงลับเป็นเสร็จพิธี


วิธีการทำและการตกแต่งก๋วย

ชะลอมสำหรับใส่ของที่จะถวายพระสงฆ์ มีลักษณะคล้ายชะลอมใส่ผลไม้ มีลำดับขั้นตอนในการทำและตกแต่งดังนี้
        1. เอาไม้ไผ่มาสานเป็นชะลอม คล้าย ๆ ชะลอมใส่ผลไม้
        2. นำใบตองมารองในก๋วย
        3. นำเครื่องไทยทานใสก๋วย ดังนี้
ข้าว สารอาหารแห้ง ประกอบด้วย  - ข้าวสาร- กระเทียม- หอมแดง- เกลือ- ปลาร้า- ปลาแห้ง- ปลากระป๋อง- พริกแห้ง- น้ำปลาขนาดเล็ก หมาก พลู กล้วย อ้อย ปูนแดง ปูนขาว                ของคาวหวาน บุหรี่ (ยาขึ่น) ไม้ขีด ดอกไม้ธูปเทียน (สวยเตียน)       
เมื่อนำสิ่งของทั้งหมดใส่ในก๋วยแล้ว มัดปากก๋วยด้วยตอก แล้วนำเอาดอกไม้ธูปเทียน    (สวยเตียน) เสียบไว้ข้างบน                                                  

ก๋วยสลากของแท้และดั้งเดิม การทำและแต่งต้นกัลปพฤกษ์       
        1. นำไม้ไผ่สูงตามต้องการทำเป็นเสาสลากของต้นกัลปพฤกษ์
        2. นำไม้ไผ่เหลาเป็นวงกลมทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3 ชั้น , 5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น แต่ส่วนมากนิยมทำเป็น 9 ชั้น
        3. นำกระดาษย่นสีต่าง ๆ มาพันรอบเสาและชั้นของต้นกัลปพฤกษ์
        4. แต่ละชั้นก็นำเครื่องไทยทานมาผูกติดให้สวยงาม ปัจจุบันจะนิยมใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป วุ้นเส้น ถ้วย จาน ขันน้ำ ขนม แปรงฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ ผงซักฟอก สบู่ แก้วน้ำ แชมพูสระผม
        5. ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู
        6. ส่วนชั้นที่ 9 นำสบงมาติด
        7. ส่วนชั้นที่ 1 นำเงินที่เป็นเหรียญมาห่อด้วยกระดาษเงิน กระดาษทอง แล้วนำมาห้อยไว้
         8. แล้วนำร่มคันเล็กมาติดปลายยอดสุด แล้วยังมีการผูกธนบัตรไว้ที่ขอบร่มตามศรัทธา                                      

การทำเส้นสลาก       

เส้น สลากทำจากใบตาลหรือใบลาน แล้วเขียนข้อความอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ที่  ล่วงลับและเทวดาทั้งหลาย และเส้นสลากจะมีการทำเครื่องหมายที่แตกต่างกันออกไป ในสลากอาจจะเขียนว่า “สลากข้าวซองนี้ หมายมีผู้ข้า นาย....... นางสาว.......... ขอทานไว้กับตนตัวภายหน้า” อันหมายถึง ขอทำบุญไว้กับตนเอง “ผู้ข้า..............ขอทานไว้แก่ นาง.....  ขอหื้อเป็นสุขเป็นสุขเถิด” อันหมายถึงมอบการบุญนี้เป็นอานิสงส์แด่ผู้อื่น อย่างนี้เป็นต้น

พิธีกรรมในประเพณีตานก๋วยสลาก
             
เมื่อ ถึงวันที่กำหนดชาวบ้านเจ้าของกัณฑ์สลาก จะจัดขบวนแห่เครื่องไทยทานเข้าวัดโดยขบวนแห่จะประกอบด้วยต้นสลาก ขบวนรถก๋วยสลาก แต่ละขบวนแห่จะมีการฟ้อนรำของศรัทธาชาวบ้านซึ่งจะมากันเป็นหมู่บ้าน เรียกว่า ศรัทธาของหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านที่จัดประเพณีนี้ขึ้น และศรัทธาหมู่บ้านอื่นที่มาร่วมงาน

กัณฑ์สลากแต่ละกัณฑ์จะมีเส้น สลาก เขียนข้อความอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับและเทวดาทั้งหลายและมี ชื่อเจ้าของกัณฑ์ เส้นสลากที่เขียนจะเขียนลงในแผ่นใบตาล หรือใบลาน หรือกระดาษแข็ง เท่าจำนวนของเครื่องไทยทาน และนำเส้นสลากไปกองรวมกันยังที่กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิหารหน้าพระประธาน กรรมการจะจัดแบ่งสลากออกเป็นกอง ๆ ตาจำนวนที่ พระภิกษุ สามเณร ที่นิมนต์มาร่วมพิธีและจัดแบ่งให้พระประธานด้วย ถือว่าเป็นตัวแทนของ พระพุทธเจ้า

ถ้ามีสลากจำนวนมาก พระภิกษุจะได้รับ 20 เส้น สามเณรได้ 10 เส้น เส้นที่เหลือสมทบถวายพระประธาน เมื่อเสร็จจากการแบ่งเส้นสลาก คณะกรรมการจะนำเส้นสลากที่แบ่งแล้วจำนวน 1 มัด ไปประเคนพระผู้อาวุโส ซึ่งเป็นประธานในพิธี ต่อจากนั้นกรรมการจึงนำเส้นสลากไปถวายพระเณรตามลำดับ

เมื่อพระสงฆ์ อนุโมทนาจบแล้ว ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันไปนั่ง ณ ที่จัดไว้ให้ชาวบ้านเจ้าของกัณฑ์สลากต่างพากันตามหาเส้นสลากของตนที่อยู่ใน มือของพระภิกษุสามเณร เมื่อพบแล้ว  พระภิกษุสามเณรอ่านเส้นสลากแล้วจึงถวายของ เมื่อรับพรเสร็จรับเส้นสลากของตนไปเผา แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ตายเป็นเสร็จพิธี
สำหรับเครื่อง ไทยทานที่จัดทำเป็นต้นกัลปพฤกษ์ เจ้าของต้องนิมนต์พระภิกษุหรือสามเณรที่ได้เส้นสลากไปยังที่ตั้งของเครื่อง ไทยทานเพื่อถวาย

บางครั้งกัณฑ์สลากจัดทำเป็นหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ขนาดใกล้เคียงของจริงทำด้วยหุ่นโครงไม้ไผ่หุ้มด้วยผ้า ทาสีสันให้เหมือนสัตว์จริง การถวายมีลักษณะเช่นเดียวกับกัณฑ์สลากอื่น ๆ
              
การ กินสลากนิยมจัดหลังจากการออกพรรษา ประเพณีตานก๋วยสลากบางหมู่บ้านจะจัดมีทุกปี บางหมู่บ้านอาจจัดเว้นปี หรือ 3 ปี จัดครั้งหนึ่ง หรือ 4 ปี หรือ 5 ปี ต่อครั้ง เพราะเนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดทำกัณฑ์สลาก

การตานก๋วย สลากจึงเป็นสิ่งสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจของชุมชนและความสามัคคีร่วม แรงร่วมใจของชาวบ้าน การสืบสานประเพณีไทยและการจรรโลงพุทธศาสนา

หนังสืออ้างอิง
จ. เปรียญ.ประเพณีมงคลของไทย.กรุงเทพฯ : อำนวยสาสน์.2533.พัชราพรณ์  พันธุ์รัตน์.แพร่ประตูสู่ล้านนา.แพร่ : มูลนิธิโอภาสี.2536.65 – 66.วิไลภรณ์  พานอ่อง.ท้องถิ่นของเรา.กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิชจำกัด.2533.อภินันท์  บัวหภักดี.ไหว้พระเมืองแพร่ขึ้นช่อแฮแห่กิ๋นสลาก.อนุสาร อสท.33 (พ.ย.2535):39.

Than Salaka Pat (Offering by Drawing Lots)
Than Salaka Pat is a tradition of offering things to monks by drawing lots. It is called Boon Khao Salak or Boon Khao Sak by Isan (northeastern) people, and Taan Kuay Salak or Kin Kuay Salak by northern people. In the central region, it is celebrated around the sixth lunar month until the beginnig of Buddhist Lent (May-July). In the northern and northeastern regions, it is celebrated between the tenth lunar month to the full moon of the eleventh lunar month (around October).

On the ceremonial day, the temple commissioner makes lots with names of monks and novices written on them, and insert them in the offering trays. When the offering time comes, each offerer opens and reads the lot in his tray and makes an offer to the name written on it.

ทีี่มา : http://www.iamchiangmai.com/28-ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประวัติเชียงใหม่ (ฉบับเต็ม)

ประวัติเชียงใหม่ (ฉบับเต็ม)

ดินแดนล้านนา
หมาย ถึง อาณาบริเวณที่ประกอบด้วยเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติ หรือทางวัฒนธรรม ในอดีต รัฐโบราณไม่มีอาณาเขตชัดเจน แต่ในสมัยที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง เคยมีอิทธิพลแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง ไปถึงดินแดนเชียงรุ่ง สิบสองพันนา และรัฐชานตอนใต้ สำหรับดินแดนที่สำคัญของล้านนาอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ประกอบด้วยเมืองใหญ่น้อย แบ่งตามสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเมืองล้านนาตะวันตก ซึ่งเป็นแกนสำคัญมี เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา เมืองด้านล้านนาตะวันตกนี้มีความสัมพันธ์ ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายตอนต้น ส่วนกลุ่มล้านนาตะวันออก มีเมืองแพร่และเมืองน่าน ทั้งสองเมืองมีประวัติความเป็นมาคล้ายกันคือ ในสมัยแรกเริ่ม ต่างมีฐานะเป็นรัฐอิสระ มีราชวงศ์ของตนเอง มีความใกล้ชิดกับ อาณาจักรสุโขทัย และรัฐอาณาจักรล้านนา เพิ่งผนวกเอา ดินแดนแพร่และน่านได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและอยู่ในอาณาจักรล้านนาได้ไม่ นานนัก อาณาจักรล้านนาก็ล่มสลายลง ในสมัยพม่าปกครองก็ใช้วิธีแบ่งแยกเมืองต่าง ๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าว การศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา จึงมีศูนย์กลางการ ศึกษาอยู่ที่เชียงใหม่ เมืองหลวงแห่งล้านนา ส่วนเมืองแพร่และน่านมีการกล่าวพาดพิงไปถึงบ้าง

การก่อสร้างอาณาจักรล้านนา เริ่ม ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อสถาปนานครเชียงใหม่ พ.ศ.๑๘๓๙ นับถึงปัจจุบันเชียงใหม่มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี แล้ว การศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาตามพัฒนาการแบ่งได้ดังนี้

สมัยแว่นแคว้น-นครรัฐ ก่อน กำเนิดอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดินแดนล้านนามีรัฐต่าง ๆ กระจายตามที่ราบระหว่างหุบเขาในภาคเหนือ เช่น แคว้นหริภุญไชยในเขตแม่น้ำปิงตอนบน แคว้นโยนหรือโยนกในเขตที่ราบลุ่มน้ำกก เขลางนครในเขตลุ่มน้ำวัง เมืองแพร่ในเขตลุ่มน้ำยม เมืองปัวในเขตลุ่มน้ำน่าน และเมืองพะเยาในเขตลุ่มน้ำอิง แว่นแคว้น-นครรัฐแต่ละแห่งมีลักษณะการตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ตามที่ราบ ระหว่างหุบเขา โดยมีเทือกเขาปิดล้อม จากการตั้งถิ่นฐานมาช้านานของรัฐใหญ่น้อยต่าง ๆ ก่อนกำเนิดอาณาจักรล้านนา ทำให้แต่ละรัฐต่างมีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง แคว้นหริภุญไชย ในเขตชุมชน ที่ราบลุ่มน้ำปิงตอนบน เป็นดินแดนที่พัฒนาความเจริญได้ก่อนชุมชนอื่น ๆ ในล้านนา รวมทั้งเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมมาตั้งแต่ต้นพุทธศตรรษที่ ๑๔ ความเจริญของหริภุญไชยเป็นพื้นฐานของอาณาจักรล้านนาที่จะก่อรูปเป็นรัฐ อาณาจักร ก่อนกำเนิดรัฐหริภุญไช ในบริเวณแอ่งเชียงใหม่-ลำพูนมีพัฒนาการเป็นรัฐขนาดเล็กหรือรัฐชนเผ่าเกิด ขึ้นแล้ว พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชนเผ่าโบราณ ๒ กลุ่มคือลัวะ และ เม็ง

              ลัวะ ชาวพื้นเมืองในกลุ่มมอญเขมร ตั้งถิ่นฐานกระจายทั่วไปในภาคเหนือเลยไปถึงเมืองเชียงตุง เมืองยองและ หุบเขาต่าง ๆ ชนเผ่าลัวะมีหลายเผ่า และมีระดับความเจริญแตกต่างกันมาก พวกที่อยู่บริเวณใกล้ที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีการคมนาคมสะดวกจะวิวัฒน์ได้เร็วกว่าพวกที่อยู่ในเขตป่าเขา ชนเผ่าลัวะในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เป็นชนเก่าแก่ อยู่มาช้านานก่อนที่ชนกลุ่มอื่นจะเข้ามา ในตำนานล้านนากล่าวถึงบริเวณเชิงดอยสุเทพเป็นศูนย์กลางของชนเผ่าลัวะ ชนลัวะจะนับถือดอยสุเทพ เพราะเป็นที่สิงสถิตของผีปู่แสะย่าแสะผีบรรพบุรุษของชาวลัวะ ชาวลัวะนับถือผีปู่แสะย่าแสะ ผู้พิทักษ์ดอยสุเทพ และรักษาเมืองเชียงใหม่ จึงมีพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะเป็นประจำทุกปี ร่องรอยความเชื่อนี้ยังมีสืบมา ชนเผ่าลัวะในเขตที่ราบลุ่มน้ำปิงมีความเจริญในระดับก่อรูปเป็นรัฐเล็ก ๆ ลักษณะทางสังคมมีความแตกต่าง ระหว่างชนชั้น คือแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ปกครองและกลุ่มสามัญชนหรือไพร่ กลุ่มผู้ปกครองมีหัวหน้าเผ่า ที่สืบเชื้อสายกันต่อมาเรียกว่า ซะมัง
                เรื่อง ราวการแตกสลายของชนเผ่าลัวะเป็นผลมาจากการขยายความเจริญรุ่งเรืองจากเมือง ละโว้มาสู่การสร้างเมืองหริภุญไชย พระนางจามเทวีเสด็จมาครองเมืองหริภุญไชยในบริเวณอิทธิพลของชนเผ่าลัวะ จึงเกิดความขัดแย้ง ระหว่างพระนางจามเทวีกับขุนหลวงวิลังคะ ผลจากการต่อสู้ ขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้ รัฐชนเผ่า ลัวะเชิงดอยสุเทพ สลายลง สันนิษฐานกันว่า ชนเผ่าลัวะคงกระจัดกระจายไปตามป่าเขาและต่างที่ต่าง ๆ รัฐชนเผ่าลัวะ ยังคงมีในบริเวณชายขอบของแคว้นหริภุญไชย
               เม็ง ชาติพันธุ์ มอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในภาคเหนือมาช้านานแล้ว เป็นกลุ่มเดียวกับมอญในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลักษณะการตั้งถิ่นฐานมักกระจายอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำปิง จึงพบคำเก่าแก่เรียกแม่น้ำปิงว่า แม่ระมิง หรือแม่น้ำเม็ง หมายถึงแม่น้ำที่มีชาวเม็งอาศัยอยู่ เม็งและลัวะเป็นชนเผ่าโบราณที่เคยอยู่ในที่ราบลุ่มน้ำปิงด้วยกัน เม็ง มีปริมาณประชากรน้อยกว่าลัวะ ลัวะและเม็งมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ไม่ใกล้ชิดกัน แต่ก็ยอมรับความเป็นชนต่างชาติพันธุ์ เม็งค่อย ๆ หายไปจากดินแดนล้านนา คงเหลือร่องรอยหมู่บ้านเม็งเก่าแก่ไม่กี่แห่ง เพราะได้รับการผสมกลมกลืนให้เป็นคนไทยเช่นเดียวกับชนเผ่าลัวะและชนเผ่าอื่นๆ

ล้านนาสมัยรัฐอาณาจักร สมัยราชวงศ์มังราย พ. ศ.๑๘๐๔-๒๑๐๑ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดินแดนล้านนาได้พัฒนาการการปกครอง จากแว่นแคว้น-นครรัฐมาสู่รัฐแบบอาณาจักร มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง รัฐแบบอาณาจักรสถาปนาอำนาจโดยรวบรวมแว่นแคว้น-นครรัฐมาไว้ด้วยกัน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือการสลายตัวของรัฐโบราณที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ดังเช่น กัมพูชา ทวารวดี หริภุญไชย และพุกาม การเสื่อมสลายของรัฐโบราณเปิดโอกาสให้เกิดการสถาปนาอาณาจักรใหม่ ของชนชาติไทยที่ผู้นำใช้ภาษาและวัฒนธรรมไทย อาณาจักรใหม่ที่เกิดในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ที่สำคัญคือ ล้านนา สุโขทัย และอยุธยา อาณาจักรทั้งสามมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทนิกายลังกาวงศ์เช่นเดียว กัน ความเชื่อดังกล่าวสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการแข่งสร้างบุญบารมีของกษัตริย์ จึงนำไปสู่การทำสงครามระหว่างอาณาจักร รัฐสุโขทัยสลายลงก่อน โดยถูกผนวกกับอยุธยา หลังจากนั้น สงครามระหว่างอยุธยาและล้านนามีอย่างต่อเนื่อง สงครามครั้งสำคัญอยู่ใน สมัยของ พระเจ้าติโลกราช และพระบรมไตรโลกนาถ ประวัติศาสตร์ล้านนาในสมัยรัฐอาณาจักรแบ่งตามพัฒนาการ เป็น ๓ สมัย คือ สมัยสร้างอาณาจักร สมัยอาณาจักรเจริญรุ่งเรือง สมัยเสื่อมและการล่มสลายท สมัยสร้างอาณาจักร (พ.ศ. ๑๘๘๓๙-๑๘๙๘) การก่อตั้งอาณาจักรล้านนาเป็นผลจากการรวมแคว้นหริภุญไชยกับแคว้นโยน ในสมัยของพระยามังรายปฐมกษัติรย์ แล้วสถาปนาเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง การก่อตั้งเมืองเชียงใหม่หรือนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๑๘๓๙ มีเป้าหมายเพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสืบเนื่อง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา ทั้งทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมและ วัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้จึงให้ความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่เป็นพิเศษ นับตั้งแต่พยายามเลือกทำเลที่ตั้ง การวางผังเมือง และการสร้างสิทธิธรรม เชียงใหม่จึงเป็นศูนย์กลางความเจริญในภาคเหนือสืบมาถึงปัจจุบัน การสร้างเมืองเชียงใหม่ พระยามังรายเชิญพระยางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมาร่วมกันพิจารณาทำเลที่ตั้ง พระยาทั้งสองก็เห็นด้วย และช่วยดูแลการสร้างเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุที่พ่อขุนรามคำแหงมาร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่ ทำให้ผังเมือง เชียงใหม่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย เมื่อแรกสร้างกำแพงเมืองมีขนาดกว้าง ๙๐๐ วา ยาว ๑,๐๐๐ วา และขุดคูน้ำกว้าง ๙ วา กำแพงเมืองเชียงใหม่ปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัย ปัจจุบันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาวด้านละ ๑,๖๐๐ เมตร ท สมัยอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง (พ.ศ. ๑๘๙๘-๒๐๖๘) ในราวกลางราชวงศ์มังราย นับแต่สมัยพระยากือนา เป็นต้นมา อาณาจักรล้านนาเจริญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชและพระยาแก้วหรือพระเมืองแก้ว ซึ่งถือเป็นยุคทอง หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาก็เริ่มเสื่อมลง โดยกล่าวได้ถึงความเจริญเป็นประเด็นได้คือความเจริญทางพุทธศาสนา ในยุครุ่งเรือง ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เขตเมืองเชียงใหม่มีวัดนับร้อยแห่ง ปริมาณวัดที่มากมายในยุครุ่งเรืองนั้นมีร่องรอยปรากฏเป็นวัดร้างมากมายใน ปัจจุบัน ความเจริญในพุทธศาสนา ยังได้สร้างถาวรวัตถุในพุทธศาสนาซึ่งมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมล้านนา วัดสำคัญได้แก่ วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดบุพพาราม เป็นต้น การสร้างวัดมากมายนอกจากแสดงความเจริญในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสะท้อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของล้านนาในยุครุ่งเรืองด้วยความเจริญเติบ โตทางเศรษฐกิจ ร่วมไปกับความเจริญรุ่งเรืองโดยรวมของรัฐ เพราะพบว่านับตั้งแต่สมัยพระญากือนาเป็นต้นมา การค้าระหว่างรัฐมีเครือข่ายกว้างขวาง มีพ่อค้าจากเมืองเชียงใหม่ ไปค้าขายถึงเมืองพุกาม ในยุคนั้นเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ เพราะเป็นเมืองผ่าน ไปยังทางใต้และทางตะวันตก จึงมีพ่อค้าจากทุกทิศมาค้าขายที่เชียงใหม่ ทั้งเงี้ยว ม่าน เม็ง ไทย ฮ่อ กุลา สินค้าออกเชียงใหม่สู่ตลาดนานาชาติคือของป่า เมืองเชียงใหม่ทำหน้ารวบรวมสินค้าของป่าจากเมืองต่าง ๆ ทางตอนบน แล้วส่งไปขายยังเมืองท่าทางตอนล่างในดินแดนกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองมอญ กษัตริย์มีบทบาทการค้าของป่า โดยอาศัยการเก็บส่วยจากไพร่และให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรส่งส่วยให้ราชธานี จึงออกกฎหมาย บังคับให้ทุกคนในอาณาจักรนำส่วยสินค้าของป่ามาถวาย รูปแบบการค้าของป่า กษัตริย์จะส่งข้าหลวงกำกับดูแล สินค้าชนิดต่าง ๆ มีการพบตำแหน่ง "แสนน้ำผึ้ง" ซึ่งเป็นข้าหลวงที่ดูแลการค้าส่วยน้ำผึ้ง และมีพ่อค้าจากอยุธยาเดินทางเข้าซื้อสินค้าในเมืองฮอด กำลังทหารที่เข้มแข็ง ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง รัฐมีความเจริญทางการค้ามากและสภาพเศรษฐกิจดี จึงมีกองกำลังที่เข้มแข็ง ดังพบว่า ในยุคนี้อาณาจักรล้านนามีอำนาจสูงได้แผ่อิทธิพลออกไปอย่าง กว้างขวาง เช่น เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองนาย เมืองน่าน และยังขยายอำนาจลงสู่ชายขอบ รัฐอยุธยา โดยทำสงครามติดต่อกันหลายปีระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งในครั้งนั้น ล้านนาสามารถยึดครองเมืองศรีสัชนาลัยได้ ท สมัยเสื่อมและอาณาจักรล้านนาล่มสลาย (พ.ศ.๒๐๖๘-๒๑๐๑) เกิดขึ้นในช่วงปลายสมัยราชวงศ์มังราย นับตั้งแต่พระญาเกศเชษฐราชขึ้นครองราชย์ จนกระทั่งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าใน ช่วงเวลา ๓๓ ปี ในช่วงเวลานั้นมีระยะหนึ่งที่ว่างเว้นไม่มีกษัตริย์ปกครองถึง ๔ ปี เพราะขุนนางขัดแย้งกันเอง ตกลงไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นกษัตริย์ การสิ้นรัชสมัยของกษัตริย์เกิดจากขุนนางจัดการปลงพระชนม์ หรือขุนนางปลดกษัตริย์ หรือกษัตริย์สละราชสมบัติ นอกจากนี้ ปัจจัยความเสื่อมสลาย ยังเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐในหุบเขา ที่ทำให้เมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรมีโอกาสแยกตัวเป็นอิสระ ในระยะแรก เมืองราชธานีจึงพยายามสร้างเสถียรภาพให้ศูนย์กลางมีความเข้มแข็งตลอดมา โดยกษัตริย์อาศัยการสร้างสายสัมพันธ์กับเจ้าเมืองต่าง ๆ ในระบบเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐขยายขึ้น จำเป็นต้องสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพแทนที่ระบบเครือญาติ แต่อาณาจักรล้านนาสถาปนาระบบราชการไม่ได้ รัฐจึงอ่อนแอและเสื่อมสลายลง

ล้านนาสมัยพม่าปกครอง (พ. ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗) นับเป็นยุคแห่งความอ่อนแอของล้านนา ในช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่พม่าปกครอง แต่จะมีบางช่วง ที่อยุธยายกทัพ ขึ้นมายึดเชียงใหม่ได้ เช่น สมัยพระนเรศวรและสมัยพระนารายณ์ นอกจากนั้นมีบางช่วงที่เชียงใหม่ และเมืองต่าง ๆ แยกเป็นรัฐอิสระ เช่น ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เนื่องจากเป็นช่วงที่พม่า ประสบปัญหา การเมืองภายใน เมื่อพม่าแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วจะยกทัพมาปราบล้านนา ดังนั้นอำนาจพม่าในล้านนาจึงไม่สม่ำเสมอ ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง(พ.ศ.๒๑๐๑) จนถึง พ.ศ.๒๓๑๗ สมัยพระเจ้าตากสิน ล้านนาจึงตกเป็นเมืองประเทศราชสยาม ล้านนาในสมัยพม่าปกครองเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึง ๒๑๖ ปี นโยบายของพม่าที่ปกครองล้านนาได้ปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขการเมืองภายในของ พม่าและ ปรับตามสภาพการเมืองในท้องถิ่นล้านนา

ล้านนาสมัยเป็นเมืองประเทศราชของไทย (พ. ศ. ๒๓๑๗-๒๔๒๗) หลังจากเสร็จสงครามขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ พ.ศ.๒๓๑๗ แล้ว พระเจ้าตากสิน ทรงตอบแทนความดีความชอบ โดยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระญาจ่าบ้าน(บุญมา) เป็นพระยาวิเชียรปราการครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละครองเมืองลำปาง และทรงมอบอาญาสิทธิ์แก่เจ้าเมืองทั้งสองให้ปกครองบ้านเมืองตามธรรมเนียมเดิม ของล้านนา อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสมัยธนบุรี พม่ายังคงพยายามกลับมายึดเชียงใหม่อีกหลายครั้ง ซึ่งพระญาจ่าบ้าน ป้องกันเมืองเชียงใหม่อย่างเข้มแข็ง แต่ด้วยผู้คนมีอยู่น้อยและกำลังอดอยาก จึงต้องถอยไปตั้งมั่นที่ท่าวังพร้าวและลำปาง จากนั้นจึงกลับไปที่เชียงใหม่เมื่อพม่ายกทัพกลับ การณ์เป็นไปในเช่นนี้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพระญาจ่าบ้านเสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่แทน พระเจ้ากาวิละเริ่มตั้งมั่นที่เวียงป่าซางในพ.ศ. ๒๓๒๕ ก่อน จากนั้นจึงเข้าตั้งเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๓๓๙ ซึ่งเป็นปีที่เชียงใหม่มีอายุครบ 500 ปี อิทธิพลของพม่าในล้านนาถือว่าได้สิ้นสุดลงในสงครามขับไล่พม่า พงศ. ๒๓๔๗ โดยกองทัพชาวล้านนาร่วมกับกองทัพไทยยกไปตีเมืองเชียงแสนที่มั่นของพม่าได้ สำเร็จ พระเจ้ากาวิละจึงได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่โดยรวบรวมพลเมืองเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการกวาดต้อนชาวเมืองที่หลบหนีเข้าป่า และกวาดต้อนผู้คนจากสิบสองพันนาและรัฐชานมาเชียงใหม่ เชียงใหม่จึงพ้นจากสภาพเมืองร้างและยังได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง จากนั้นพระเจ้ากาวิละ ได้ฟื้นฟูเชียงใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ราชประเพณี โดยกระทำพิธีราชาภิเษกสถาปนาราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนในลักษณะ เดียวกับราชวงศ์มังราย การสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ การสร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก และการทำนุบำรุงพุทธศาสนา เป็นต้น เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละจึงมีความเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่น และเป็นศูนย์กลางของล้านนาที่เข้มแข็ง หลังจากสมัยพระเจ้ากาวิละแล้วก็มีเจ้าเมืองปกครองต่อมา รวมทั้งสิ้นราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน มี ๙ องค์ นโยบายและวิธีการปกครองดินแดนหัวเมืองประเทศราชล้านนา ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่านมีลักษณะระมัดระวัง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ล้านนาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ถึงสองร้อยกว่าปีย่อมมีความใกล้ชิดกับพม่ามาก รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ เกรงว่าล้านนาจะหันกลับไปหาพม่า และในขณะเดียวกันพม่าก็พยายามแย่งชิงล้านนากลับคืนไปอีก รัฐบาลกลางจึงปกครองล้านนา โดยไม่เข้าไปกดขี่อย่างที่พม่าเคยทำกับล้านนา แต่กลับใช้วิธีการปกครองแบบผูกใจเจ้านายเมืองเหนือ โดยยอมผ่อนผันให้เจ้าเมืองมีอิสระในการปกครองภายใน เศรษฐกิจ การศาล การต่างประเทศ และขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนยกย่องให้เกียรติแก่เจ้าเมืองในโอกาสอันควร การเปลี่ยนแปลงในรูปที่รัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมกิจการภายในหัวเมืองประเทศราช ล้านนามากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในที่สุดก็ผนวกเอาล้านนาเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก ด้านการปกครองหัวเมือง มีการยกเลิกระบบการปกครอง เมืองประเทศราช ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้านาน โดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน มีข้าหลวงเทศาภิบาลซึ่งรัฐบาลกรุงเทพฯส่งไปปกครองและขึ้นสังกัดกระทรวง มหาดไทย ระบบมณฑลเทศาภิบาลที่จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันของชาติรัฐซึ่งมีอำนาจรวมศูนย์ ที่องค์พระมหากษัตริย์ การรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาเข้ากับส่วนกลาง รัฐบาลกลางวางเป้าหมายของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงแห่งเดียว การดำเนินการต้องกระทำ ๒ ประการ คือประการแรก ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดยรัฐบาลกลาง ริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดตำแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัวไปประการที่สอง การผสมกลมกลืนชาวล้านนาให้มีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับ พลเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ คือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ ซึ่งแต่เดิมมีความรู้สึกแบ่งแยกเป็นคนละพวก คนทางใต้เข้าใจว่าชาวล้านนาเป็นลาว ไม่ใช่ไทย รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยแทนการ เรียนอักษรพื้นเมืองในวัด และกำหนดให้กุลบุตรกุลธิดาต้องศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ซึ่งประสบผลสำเร็จ ชาวเชียงใหม่และล้านนาต่างถูกผสมกลมกลืนจนมีความรู้สึกเป็นพลเมืองไทย การดำเนินการ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษา การสาธารณสุขและอื่น ๆ โดยจัดเป็นระบบเดียวกับกรุงเทพฯ ในทุกด้าน ระหว่างการปฏิรูปการปกครอง ในช่วง ก่อนจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ.๒๔๒๗-๒๔๔๒) ตรงกับสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๓๙) ซึ่งนับว่าเป็นเจ้าเมืององค์สุดท้ายที่มีอำนาจปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นช่วงแรกของการดำเนินงานรัฐบาลกลางมีนโยบายไม่ยกเลิกตำแหน่งเจ้า เมืองในทันที ยังคงใช้ดำรงตำแหน่งอย่างมีเกียรติ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ทีละน้อย รัฐบาลกลางได้ส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาจัดการปกครองในเมืองเชียงใหม่ ในลักษณะที่ร่วมกันปกครองกับเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลาน โดยที่ข้าหลวงพยายามแทรกอำนาจลงไปแทนที่ ส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งได้แก่รายได้จากการเก็บภาษีอากรส่วนหนึ่งต้อง ส่งกรุงเทพฯ นอกจากนั้น ป่าไม้ซึ่งแต่เดิมเป็นของเจ้าเมืองและเจ้านายบุตรหลานได้ถูกโอนเป็นของรัฐใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ซึ่งเป็นช่วงก่อนการพิราลัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และหลังจากสิ้นสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์แล้ว รัฐบาลกลางให้เจ้าอุปราชรั้งเมืองอยู่หลายปี จนกระทั่งเห็นว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาลกลางดี จึงมีการแต่งตั้งให้เจ้าอุปราชเป็นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ (พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒) เมืองเชียงใหม่เติบโตอย่างมากหลังจากนโยบายเมืองหลัก โดยเฉพาะตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐ เป็นต้นมา

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติเมืองเชียงใหม่

ประวัติเมืองเชียงใหม่


        
         จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งใน 75 จังหวัด ของไทย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,107 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ และมีจำนวนประชากรประมาณ 1.63 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ แบ่งการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ (โดยที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเป็นอำเภอลำดับที่ 25 ของจังหวัด และลำดับที่ 878 ของประเทศ)

       จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาในระดับสูง มีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการลงทุน จนเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมากมาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนาในสมัยโบราณ มีภาษาล้านนา (คำเมือง) เป็นภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกับจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม

        โดยจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการจัดอันดับในปี 2009 ที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับสองของประเทศไทย, อันดับที่ 33 ของเอเชีย และ อันดับที่ 192 ของโลก

       เมืองเชียงใหม่ มีชื่อปรากฏในตำนานว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" ซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในปี พ.. 1839 โดยพญามังราย
ในอดีตเชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนครรัฐอิสระ ชื่อว่า อาณาจักรล้านนา ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ประมาณ 261 ปี (ระหว่าง พ.. 1839-.. 2101) แต่ต่อมาในปี พ.. 2101 เชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่า และได้ถูกปกครองโดยพม่ามานานกว่าสองร้อยปี จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้มีการทำสงครามเพื่อขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่และเชียงแสนได้สำเร็จ โดยการนำของเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้าน

        หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละ ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ โดยให้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะประเทศราชของกรุงรัตนโกสินร์ และราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ ก็ได้ปกครองเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองต่าง ๆ สืบต่อมา และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "รัตนติงสาอภินวบุรีเชียงใหม่"

       ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช โดยมีการจัดตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า "มณฑลพายัพ" หรือมณฑลลาวเฉียง ต่อมาเชียงใหม่ได้มีการปรับปรุงการปกครองและยกฐานะขึ้นเป็น "จังหวัด" ตั้งแต่ปี พ.. 2476 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปัจจุบัน






วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ยินดีต้อบรับ


        ยินดีตอนรับเข้าสู่ cmwalkingstreet บล๊อคของคนชอบเดินถนนคนเดินเชียงใหม่ รวมไปถึงถนนคนเดินในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ




        เชียงใหม่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งหัตถกรรม (Capital of the handicraft) เพราะได้สั่งสมช่างสกุลต่างๆมากมาย อย่างต่อเนื่องยาวนาน ในปัจจุบันถนนคนเดิน (Chiangmai walking street or Sunday market) คือสถานที่รวบรวมเอาความสวยงาม ความอลังการแห่งหัตถศิลปเกือบทั้งหมดของเชียงใหม่มาอวดให้ชาวโลกได้รับรู้ถึง คุณภาพของสินค้า ระบบการซื้อขาย หรือ แม้เมื่อถึงมือท่านแล้ว


        จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาในระดับสูง มีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการลงทุน จนเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมากมาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนาในสมัยโบราณ มีภาษาล้านนา (คำเมือง) เป็นภาษาท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกับจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม

        ดังนั้นผมจะได้รวบรวบแหล่งช๊อปปิ้งต่าง ๆ ของถนนคนเดินเชียงใหม่ วัวลาย สันกำแพง และ ถนนคนเดินจากที่ต่าง ๆ มาให้ได้รู้จัก ทั้งสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ของใช้ ของกิน สถานที่ท่องเที่ยว ต่าง ๆ ให้คนได้รู้จักกันมากขึ้น